Category สุขภาพทั่วไป

ผลไม้ ใครว่ากินแล้วไม่อ้วน

คุณเป็นหนึ่งคนที่กำลังลดน้ำหนัก หรือลดความอ้วนอยู่หรือไม่ ถ้าใช่แปลว่าคุณจะต้องมีปัญหาในเรื่องการทานอาหารอยู่ใช่หรือไม่ ไม่ว่าจะเลือกทานอะไรก็จะต้องคิดมากอยู่เสมอว่าอันนั้นทานได้ไหม อันนี้ทานได้หรือป่าว แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่คุณแทบจะไม่ใช้ความคิดในการตัดสินทานมันอย่างแน่นอนนั้นก็คือ ผลไม้ เพราะผลไม้เป็นอาหารที่มีแคลอรี่ต่ำ ใยอาหารสูง วิตามินมากมาย ถือว่าได้เป็นเป็นอาหารที่มีประโยชน์ไม่น้อย และประโยคเด็ดที่ฮิตกันเป็นอย่างมากเลยคือ “กินผลไม้ไม่อ้วนหรอก” ใช่หรือไม่

ไม่ว่าใครต่างก็คิดแบบนี้ ใช่ การทานผลไม้ไม่ได้ทำคุณอ้วนหรอก เพราะผลไม้ที่ใยอาหารสูง และสารต้านอนุมูลอิสระ ที่จะเข้าช่วยในเรื่องระบบการเผาพลาญ ช่วยควบคุมแคลอรี่ และเสริมสร้างให้ระบบการขับถ่ายดีอีกด้วย แต่คุณก็ทราบกันว่าในผลไม้นั้นมีรสหวานซึ่งมีน้ำตาล

และอีกหนึ่งประโยคเด็ดที่ไม่แพ้ไปกว่าจะประโยคแรกเลยก็คือ “น้ำตาลผลไม้เป็นน้ำตาลจากธรรมชาติ กินแล้วไม่อ้วนหรอก” พูดอีกก็ถูกอีกนะในเรื่องที่บอกว่าน้ำตาลในผลไม้เป็นน้ำตาลจากธรรมชาติ แต่ที่บอกว่ากินแล้วไม่อ้วนนี่จริงหรือไม่? ต้องบอกก่อนเลยว่าผลไม้นั้นมีประโยชน์มากมายก็จริง แต่ถ้าหากทานในปริมาณที่มากจนเกินไปก็เป็นผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกัน น้ำตาลในผลไม้เป็นน้ำตาลแห่งธรรมชาติก็จริง แต่ถ้าหากทานผลไม้มากจนเกินไป น้ำตาลเหล่านั้นก็จะเปลี่ยนเป็นพลังงานไขมันได้ เมื่อไม่ถูกขับออกจากร่างกาย

ไขมันจะถูกสะสมไว้ในร่างกายตาส่วนต่างๆที่หลายๆคนนั้นพบเป็นปัญหาไม่ว่าจะเป็นที่หน้าท้อง ต้นแขน สะโพก ต้นขา ที่เป็นจุดที่ไขมันเข้าสะสมได้อย่างง่ายดาย เช่นเดียวกับโทษอื่นๆอย่างวิตามิน วิตามินเป็นสารอาหารที่ร่างกายไม่สามารถผลิตขึ้นมาใช้เอง ทั้งนี้วิตามินยังถูกแบ่งเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำได้ กับวิตามินที่ละลายไขมัน

ซึ่งในกลุ่มผลไม้ถือว่าโชคดีที่ไม่ค่อยมีอยู่ในวิตามินละลายในไขมัน ส่วนมากจะพบในวิตามินละลายในน้ำ เพราะถ้าเป็นวิตามินละลายในไขมันนั้นจะถูกกำจัดออกจากร่างกายได้ยาก แต่หากเป็นกลุ่มวิตามินละลายในน้ำ จะถูกขับออกมาได้ทันทีทางการปัสสาวะหรือเหงื่อ แต่ผลเสียคืออาจจะทำให้อวัยวะภายในร่างกายมีปัญหาอย่างเช่น ผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงอย่างส้ม

ถ้าหากว่ารับประทานมากๆจะทำให้เกิดการแสบกระเพาะ เพราะวิตามินมีค่าเป็นกรด และกระเพาะมีความบอบบาง จะทำให้กรดเข้ากัดกระเพาะได้ เป็นต้น เพราะฉะนั้นแล้วการทานผลไม้นั้นควรรับประทานอย่างเหมาะสมและทานในปริมาณที่เหมาะสมเช่นเดียวกัน ไม่เช่นนั้นแล้วแทนที่จะได้ประโยชน์จากผลไม้กลับได้โทษแทน

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  แทงหวยออนไลน์

คอลลาเจนสำคัญกับร่างกายหรือไม่

เมื่อหลายๆคนไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายนั้น เมื่อมีอายุที่เพิ่มมากขึ้นคุณจะสามารถสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของร่างกายของตัวเองได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น หลักๆแล้วสิ่งที่เปลี่ยนแปลงและสามารถเห็นได้ชัดจากภายนอกนั้นก็คือเรื่องผิวพรรณ ทั้งตัว และใบหน้า รวมไปถึงริ้วรอยต่างๆที่เกิดบนใบหน้า รูขุมขนที่กว้างมากขึ้น สีผิวไม่สม่ำเสมอ และปัญหาต่างๆนานาที่เกิดตามมา

โดยสามารถเปรียบเทียบเทียบกับคนที่มีอายุเท่ากันได้เลยว่าทำถึงมีความแตกต่าง นอกจากเรื่องอายุแล้วนั้น การทานอาหารก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้เช่นเดียวกัน และสิ่งที่ทำให้เกิดปัญหาทั้งหมดเหล่านี้นั้นคือ คอลลาเจน ซึ่งร่างกายเรานั้นจะมีการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาอยู่แล้ว เพื่อจะทำให้ดีมากยิ่งขึ้นคือการที่เราจะต้องทานอาหารที่มีประโยชน์ และเติมสารอาหารทางธรรมชาติที่อุดมไปด้วยคอลลาเจนเพิ่มอีกด้วยอย่างเช่น ปลา ผัก ไข่ เป็นต้น เพื่อจะเข้าไปกระตุ้นระบบการผลิตคอลลาเจนในร่างกายให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น

แต่ก็นั้น ระบบการผลิตคอลลาเจนในร่างกายนั้นก็สามารถเสื่อมสภาพไปตามอายุของร่างกายได้ด้วยเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นแล้วหากยังสงสัยอยู่คอลลาเจนมีความสำคัญต่อร่างกายหรือไม่ คงจะปฏิเสธไม่ได้แล้วสินะว่ามันมีความสำคัญต่อร่างายอย่างมาก อธิบายมาถึงตรงนี้แล้วบางคนอาจจะยังมองว่า มันไม่มีสำคัญใดๆเลย นั้นอาจจะเป็นเพราะคุณคิดเพียงแค่ว่า คอลลาเจนจะช่วยดูแลแค่ในเรื่องของสุขภาพผิว ฟื้นฟูผิว ลดริ้วลอยเพียงเท่านั้น ซึ่งอันที่จริงแล้วคอลลาเจนยังมีส่วนช่วยในเรื่องของการทำให้กระดูกและข้อต่อมีความแข็งแรงได้อีกด้วย เพราะด้วยอายุที่มาก กระดูก และ ข้อต่อ

นั้นถือว่าเป็นเรื่องสำคัญต่อร่างกายแน่นอน ซึ่งการทานคอลลาเจนจะเข้าไปเสริมสร้างตรงนี้ ในปัจจุบันการทานคอลลาเจนจากแหล่งอาหารทางธรรมชาตินั้นไม่เพียงพอต่อร่างกาย จึงได้มีผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่มีสารสกัดจากคอลลาเจน และสามารถทานให้เพียงพอกับร่างกายต่อวันได้โดยไม่ต้องสรรหาการทานอาหารเยอะๆ

ซึ่งการทานคอลลาเจนแบบเพียวๆไม่มีสารสกัดหรือวิตามินอะไรนำมาผสมนั้น จะเข้าไปช่วยบำรุงในเรื่องของกระดูกและข้อต่อได้โดยตรง แต่ในสำหรับใครที่อยากจะให้คอลลาเจนเข้าไปกระตุ้นในเรื่องของสุขภาพผิวแล้วด้วยนั้น จะต้องทานควบคู่กับวิตามินซี เพราะวิตามินซีจะเข้าช่วยในเรื่องของการดูดซึม ให้คอลลาเจนในมีประสิทธิภาพมากขึ้นและจะช่วยในเรื่องของผิวพรรณที่เรียบ ขาวใส่ เนียนเพิ่มยิ่งขึ้น ผิวบนหน้าก็จะเรียบเนียนมากขึ้น รูขุมขนก็จะกระชับมากยิ่งขึ้น สรุปแล้วว่าถ้าหากต้องการรักษาสุขภาพให้เหมือนคนวัยหนุ่มสาวแล้วละก็อย่าลืมเติมคอลลาเจนให้กับร่างกายกันนะ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  วิธีอยู่ร่วมกับคนติดเชื้อเอดส์

เชื้อไวรัสโคโรนา ทำให้ปอดอักเสบรุนแรง

เชื้อไวรัสโคโรนา ทำให้ปอดอักเสบรุนแรง
โรคปอดอักเสบร้ายแรง จากเชื้อไวรัสโคโรนา เป็นโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนาชนิดใหม่ ที่มีการระบาดเกิดขึ้นในมวลชนเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน โดยพบว่ามีคนไข้ที่เป็นโรคนี้แล้ว 59 ราย ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2019 จนกระทั่งต้นเดือนม.ค.ปี 2020 มีความน่าจะเป็นไปได้ว่าเชื้อไวรัสโคโรนา เป็นเชื้อไวรัสชนิดใหม่สกุลเดียวกับเชื้อไวรัสซาร์ส ที่เคยเอาชีวิตผู้ป่วยในจีนและฮ่องกงหลายร้อยรายเมื่อกว่า 10 ปี ที่ผ่านมา โดยเหตุนั้นทางรัฐบาลจีน รวมทั้งรัฐบาลของประเทศอื่นๆ ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา เขตการปกครองพิเศษประเทศฮ่องกง ไต้หวัน ประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม ประเทศเกาหลีใต้ และก็ประเทศฟิลิปปินส์ จึงกำลังใช้มาตรการเฝ้าระวังโดยคัดเลือกคัดกรองคนที่มีลักษณะอาการไข้ร่วมกับอาการทางระบบทางเดินหายใจรุนแรง และมีประวัติเดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่น (Wuhan) บริเวณหูเป่ย (Hubei) เมืองจีน พร้อมกับแจ้งเตือนราษฎรให้ระแวดระวัง เพื่อปกป้องตนเองให้ห่างไกลจากการรับเชื้อ

สัญญาณอันตราย โรคปอดอักเสบร้ายแรง จากเชื้อไวรัสโคโรนา
อาการพื้นฐานที่สามารถสังเกตได้ โรคปอดอักเสบร้ายแรง จากเชื้อไวรัสโคโรนา ยกตัวอย่างเช่น

– เป็นไข้

– มีลักษณะไอ

– เจ็บคอ

– มีน้ำมูกไหล

– หายใจหอบ
ซึ่งเป็นลักษณะของอาการพิเศษของโรคนี้ เมื่อเกิดควบคู่กันกับลักษณะของการมีไข้ และอื่นๆ ที่กล่าวมาทั้งหมด 4 ข้อ

ข้อแนะนำสำหรับผู้ที่จะต้องเดินทางไปเมืองจีน
– เลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีผู้คนแอดอัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาด หรือชุมชน

– ไม่ใช้ข้าวของร่วมกับคนอื่นๆ ไม่จะเป็น ผ้าสำหรับเช็ดหน้า ผ้าที่มีไว้สำหรับเช็ดตัว ถ้วยน้ำ อื่นๆ อีกมากมาย

– รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เป็นประจำ รอบคอบอย่าให้เป็นหวัด

– ใส่หน้ากากอนามัย เมื่อต้องไปอยู่ หรือเดินผ่านในพื้นที่ที่มีคนมากมาย

ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน เพื่อสุขภาพที่ดี

สุขภาพดีเริ่มต้นได้ง่ายๆ เพียงออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และที่สำคัญคือการเลือกอาหารการกินที่ดีต่อสุขภาพ ทุกวันนี้เราจะพบเทรนด์การทานอาหารมากมายเข้ามา หากคุณทานตามเทรนด์หมดละก็สุขภาพของคุณก็อาจจะแย่ลงก็ได้ ดังนั้น เราควรรู้ว่าอาหารแบบไหนดี หรือไม่ดี แต่ขึ้นชื่อว่าอาหารย่อมมีส่วนที่ดีและไม่ดีอยู่แล้ว แต่หากพฤติกรรมการทานอาหารของคุณมันแย่และวนอยู่ลูปเดิมๆ ก็ส่งผลต่อสุขภาพได้เช่นกัน ดังนั้นเรามาสำรวจดันดีกว่าพฤติกรรมการกินแบบไหนที่เรียกว่าไม่ดี

5 พฤติกรรม “กิน” ที่ทำลายสุขภาพมากที่สุด
1. “กินคาวตามด้วยหวาน” สุภาษิตหรือคำพูดที่เรามักได้ยินติดหูในรุ่นคุณยาย คุณป้าเรา หรือแม้กระทั่งในวัยรุ่นสมัยนี้ก็ยังคงพูดกันอย่างติดปากอยู่ว่า “กินคาวไม่กินหวานสันดานไพร่” แต่อันที่จริงแล้วไม่จำเป็นต้องกินของหวานหลังกินข้าวเสมอไป โดยเฉพาะการกินของหวานหลังข้าวทุกมื้อ สามารถกินของหวานได้ แต่อย่ามากจนเกินไป

2. “ไม่มันไม่กิน” เนื้อสัตว์ต้องชุ่มฉ่ำด้วยไขมันเพื่อให้ได้รสสัมผัสที่นุ่มลิ้น นี่มันคือการทำลายสุขภาพชัดๆ เพราะว่าหากเราทานของที่ขึ้นชื่อว่ามันเข้าไปเยอะๆ ถึงแม้ว่าไขมันจะมีทั้งดีและไม่ดี แต่หากกินแบบนี้ก็แย่แน่ๆ อาจจะทำให้ป่วยเป็นโรคคลอเรสเตอรอลสูง โรคไขมันอุดตัน กและารติดกินอาหารมันทำให้อ้วนได้ไม่รู้ตัว ลองกินเนื้อสัตว์ที่มีไขมันต่ำ เช่น ไก่ (ไม่กินหนัง) และปลาดูบ้าง

3. “ติดปรุง” นิสัยของคนไทยที่สังเกตกันได้เลย คือ ต้องมีน้ำจิ้ม น้ำซอส หรือพริกน้ำปลา บางคนสั่งข้าวอะไรก็ตาม แต่ติดราดพริกน้ำปลาขาดไม่ได้ เดี๋ยวไม่อร่อย หรือกินข้าวต้องเหยาะน้ำปลานิดๆ ถึงจะอร่อย สั่งอาหาร ไม่ทันได้ชิม ก็ราดน้ำปลา สาดน้ำตาล รดน้ำส้มจนติดมือ ควรลองกินอาหารโดยไม่ปรุง หรือปรุงเพิ่มให้น้อยที่สุดดูบ้าง เพราะส่วนใหญ่แม่ครัวพ่อครัวเขาก็ปรุงมาให้แล้วทั้งนั้น

4. “กินแต่อาหารสะดวกซื้อ” ความรีบเร่งไม่มีเวลาของชาวเมือง อาจทำให้เราซื้ออาหารสำเร็จรูป หรืออาหารแช่แข็งมารับประทานกันอยู่บ่อยๆ อย่างที่ทราบกันว่าอาหารที่ร้านสะดวกต้องผ่านการแช่แข็ง ไม่ได้ปรุงสด อาจมีสารที่ช่วยในเรื่องไม่ทำให้บูดหรือสารอื่นๆ ที่เป็นอันตรายต่อร่างกายหากสะสมเป็นเวลานาน จากนั้นก็ต้องเอาหารมาเวฟ เพื่อให้น้ำแข็งละลาย ซึ่งการกินอาหารเวฟมากๆ ก็อาจมีผลต่อสารพันธุกรรมของเรา อันที่จริงแล้วอาหารเหล่านี้มักมีคุณค่าทางสารอาหารน้อยกว่าอาหารปรุงสดใหม่ๆ และยังมีปริมาณโซเดียมเยอะอีกด้วย

5. “ชอบอย่างไร ก็จะกินอย่างนั้น” การทานอาหารซ้ำๆ หลายๆ มื้อ อาจทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร เพราะบางครั้งอาหารที่เราทานซ้ำๆ เข้าไป อาจจะมีอาหารไม่ครบ 5 หมู่ ทำให้ร่างกายไม่ได้รับสารอาหารที่หายไป

ข้อเข่าเสื่อม โรคร้ายที่หลอกหลอน

ข้อเข่าเสื่อม คืออะไร?
นพ.พฤกษ์ ไชยกิจ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า โดยปกติแล้วกระดูกอ่อนผิวข้อจะมีลักษณะเรียบลื่นเป็นมัน ทำหน้าที่ช่วยให้ การเคลื่อนไหวของข้อเป็นไปอย่างเรียบลื่นไม่สะดุด ช่วยกระจายแรงและลดแรงกดกระแทกที่เกิดขึ้นกับข้อต่อ ในกรณีของผู้ป่วยที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมซึ่งกระดูกอ่อนผิวข้อจะบางลง โดยทั้งนี้อาจเกิดความเสื่อมสภาพที่มีมากโดยเริ่มต้นอาจมีการแตกสลาย เปื่อยอ่อนยุ่ย และสึกหรอ หรือมีการสูญเสียของกระดูกอ่อนผิวข้อดังกล่าว จะทำให้กระดูกส่วนปลายของกระดูกต้นขาที่ต่อกับกระดูกส่วนบนของกระดูกหน้าแข้ง บริเวณข้อเข่า อาจมีปัญหาโดยการเกิดการเสียดสีกันไปมา ซึ่งเป็นสาเหตุให้รู้สึกหรือมีอาการเกิดการอักเสบของเยื่อบุข้อ ทำให้มีน้ำในข้อมากขึ้นก่อให้เกิดการบวมของข้อเข่า และเกิดอาการปวดเสียว มีการเคลื่อนไหวติดขัดของข้อเข่า โดยเฉพาะเวลาที่มีการใช้งานจนทำให้ไม่สามารถเดินได้ในระยะท้ายของโรค ผู้ป่วยโรคนี้มักเกิดการโก่งผิดรูปของข้อเข่าในระยะท้ายของโรค โดยมากมักจะพบว่าเป็นแบบขาโก่งแบบโค้งออก (Bow Legs)

อาการของโรคข้อเข่าเสื่อม

อาการของโรคข้อเข่าเสื่อมในผู้ป่วยที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อม มักจะแสดงอาการเจ็บปวดเหล่านี้ออกมาเมื่อมีการใช้งาน เช่น นั่งพับเพียบ เดินขึ้นลงบันได ออกกำลังกาย เป็นต้น ในบางครั้งสำหรับผู้ป่วยบางรายอาจจะมีความรู้สึกปวดตื้อๆ ขึ้นมา เจ็บแปลบเจ็บเสียวตามแนวบริเวณข้อเข่า แต่ลักษณะอาการความเจ็บปวดจากโรคนี้อาจแสดงออกได้ในลักษณะอื่น เช่นอาจมีอาการขัดในข้อ ข้อยึด ขยับลำบาก โดยมักเป็นเวลานั่งหรือนอนอยู่กับที่นานๆ ความเจ็บปวดนี้มีแนวโน้มจะเป็นมากขึ้นตามลักษณะการทำลายผิวข้อที่มีมากขึ้น

อย่างไรก็ตามผู้ป่วย ส่วนใหญ่มักพบว่าอาการเจ็บปวดที่เกิดขึ้นนี้มักจะมีการทุเลาลงจากการปวดได้เองแม้ไม่ได้รักษาเป็นระยะๆ ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้นก็ตาม แต่อย่างไรกระดูกอ่อนผิวข้อจะยังคงถูกทำลายมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งในที่สุดก็มักจะกลับมาปวดแบบเดิมๆ หรืออาจมากกว่าเดิมเมื่อโรคลุกลามมากขึ้น อาการเจ็บปวดนี้จะทำให้ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมขยับข้อน้อยลง เดินได้น้อยลงหรือเดินไม่ได้ในที่สุด

ผักรองจาน ควรกินหรือไม่ อันตรายต่อสุขภาพหรือเปล่า

ศิลปะการตกแต่งอาหารให้ดูน่ากินนั้นมีมานานมากแล้ว เพื่อเป็นการเพิ่มเสน่ห์หรือความสวยงามของตัวจาน ไม่ให้ตัวอาหารดูจืดชืดเกินไป

แต่ด้วยเหตุนี้แหละจึงมีคนตั้งคำถามขึ้นมาว่า ผักรองจาน เหล่านั้นกินได้หรือไม่ ซึ่งคำว่ากินได้ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการเอาเข้าปากแล้วเคี้ยว เพียงแต่หมายถึงมันเหมาะสมที่จะกินหรือไม่นั่นเอง อย่างที่เราเห็นกันโดยคุ้นตาไม่ว่าจะ กระหล่ำปลีซอย แครอทซอย ผักกาดหอม มะเขือเทศ และแตงกวา ที่มักเป็นตัวเลือกแรกๆ ที่ร้านอาหารนิยมนำมาตกแต่งจาน

ซึ่งการถกเถียงในโลกออนไลน์นั้นก็มีการแสดงความคิดเห็นกันไปต่างๆ นานา ทั้งบอกว่าไม่กินและไม่เคยคิดที่จะกิน กับอีกฝ่ายที่บอกว่ากินเป็นปกติเพราะเสียดายของ และฝ่ายที่บอกว่าอยู่ที่สภาพของผักเหล่านั้นว่าสดหรือเฉา ถ้าอยู่ในสภาพช้ำเฉาก็คงกินไม่ลง

แต่มีความลับที่ไม่ลับบางอย่างที่อาจจะทำให้คุณต้องอึ้ง เพราะมีข้อมูลจากคนที่เคยทำงานในร้านอาหารหรืออย่างน้อยก็เคยคลุกคลีกับงานในครัว ออกมาบอกว่า ผักเหล่านั้นเป็นผักที่ใช้ซ้ำ อธิบายให้เข้าใจก็คือ ผักเหล่านั้นที่ใช้เป็นผักรองจานเมื่อลูกค้าทานอาหารเสร็จแต่ผักยังอยู่ในสภาพดี ทางร้านจะนำผักนั้นกลับมาใช้ใหม่กับลูกค้าถัดๆ ไป แค่คิดก็อี๋แล้ว ไม่รู้กว่าจะมาถึงเราผ่านมาแล้วไม่รู้กี่จาน

ไงล่ะ? อึ้งกันเป็นแถบ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่รับประกันหรือคอนเฟิร์มได้อย่างร้อยเปอร์เซ็นว่าร้านอาหารใช้วิธี “ใช้แล้ว ใช้ซ้ำ นำกลับมาใช้ใหม่” กันทุกร้านหรือไม่ ก็ถือว่าเป็นแง่มุมที่หลายคนอาจยังไม่รู้มาก่อน

สำหรับวิธีการรับมือป้องกันการนำผักเหล่านี้มาใช้ใหม่ ก็ไม่ยากอะไรสำหรับใครที่ใจแข็งเสียดายของก็จัดการซัดลงกระเพาะซะ หรือหากใครที่รับไม่ได้แค่นึกภาพก็กินไม่ลงแล้ว ก็ใช้วิธีการทำลายผักเหล่านั้นโดยการฉีกเป็นชิ้น ซึ่งหากผักที่ไม่ได้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ ก็เป็นการหยุดวงจรชีวิตผักรองจานได้อยู่หมัดที่สุดแล้วล่ะ

Shin splint syndrome อาการเจ็บหน้าแข้งหลังวิ่ง

เป็นโรคที่พบได้ในกลุ่มนักวิ่ง ซึ่งสามารถแบ่งสาเหตุการเกิดอาการได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

จากอุบัติเหตุ หรือสิ่งกระทบจากภายนอก เช่น แผลฟกช้ำ กล้ามเนื้อฉีก หรือกระดูกหัก ผู้บาดเจ็บมักจำเหตุการณ์ได้ชัดเจน รู้สาเหตุของการเกิดอาการ ทำให้การรักษาไม่ซับซ้อน เพราะสามารถรักษาตามสาเหตุและอาการเป็นหลัก หากรักษาอย่างถูกต้องก็สามารถหายเป็นปกติได้
สาเหตุจากการใช้งานหรือการฝึกที่หักโหม เร่งรัดจนเกินไป จากโครงสร้างร่างกายผิดปกติ จากการใช้อุปกรณ์การวิ่งที่ไม่เหมาะสมในกลุ่มนี้มักมีอาการบาดเจ็บเรื้อรัง เนื่องจากผู้ป่วยมักไม่ทราบว่าสาเหตุเกิดจากอะไร ส่วนใหญ่มักมีอาการเจ็บหลังจากใช้งานไปซักระยะหนึ่งแล้ว เมื่อพักแล้วอาการจะดีขึ้น แต่พอกลับมาวิ่ง ก็กลับมาเจ็บอีก ทำให้ไม่สามารถวิ่งได้อย่างเต็มที่ ซึ่งมีอาการที่พบได้บ่อยและน่าสนใจ ได้แก่
Shin Splint Syndrome เจ็บหน้าแข้งจากการวิ่ง

Shin splint syndrome คืออาการเจ็บหน้าแข้งจากการวิ่ง อาการเจ็บจะเกิดที่สันหน้าแข้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณหน้าแข้งด้านใน ส่วนใหญ่จะพบบริเวณตอนล่างของกระดูกหน้าแข้ง ซึ่งบริเวณนี้เป็นจุดเกาะของกล้ามเนื้อ Soleus และ Tibialis Posterior ซึ่งควบคุมการบิดข้อเท้าเข้าใน (Inversion) และจิกปลายเท้าลง (Plantar flexion)

สาเหตุเจ็บหน้าแข้งจากการวิ่ง

สาเหตุของอาการเกิดจากการฝึกที่หักโหม เร่งรัด ทำให้เกิดการใช้งานที่มากเกินไปจนร่างกายทนไม่ได้ คือเมื่อเกิดการกระแทกหรือใช้งานกล้ามเนื้อดังกล่าวซ้ำๆ ทำให้เกิดการบาดเจ็บของเยื่อหุ้มกระดูก ซึ่งเป็นจุดเกาะของกล้ามเนื้อบริเวณนั้น มักพบใน

  • คนที่เพิ่งเริ่มวิ่งใหม่ๆ
  • คนที่เร่งการซ้อมมากเกินไป
  • การวิ่งบนพื้นแข็ง หรือใส่รองเท้าที่พื้นรองรับเท้าแข็ง
  • คนที่ชอบวิ่งเขย่งปลายเท้า หรือยกส้นเท้าให้ลอยตลอดเวลา
  • คนที่มีโครงสร้างร่างกายผิดปกติ เช่น เท้าแบน (Flat foot) เท้าคว่ำบิดออกนอก (Excessive or over of pronation)

อาการเจ็บหน้าแข้งจากการวิ่ง

อาการเจ็บปวดตามแนวสันหน้าแข้งด้านใน จะเพิ่มความรุนแรงขึ้นแบบเป็นค่อยเป็นค่อยไป อาจเกิดขึ้นขณะวิ่งหรือหลังจากหยุดพักแล้วก็ได้ เมื่อกดจะมีอาการเจ็บเป็นบริเวณกว้างตามแนวของกระดูกหน้าแข้ง แต่ไม่มีอาการชา เมื่อมีอาการควรหยุดพักรักษา ไม่ควรฝืนวิ่ง หรือฝึกแบบเดิมอีกต่อไป เพราะอาจทำให้เกิดภาวะบาดเจ็บที่รุนแรงกว่า เช่น กระดูกร้าว ตามมาได้

การรักษาเจ็บหน้าแข้งจากการวิ่ง

การรักษาเบื้องต้น คือ

  • การพัก
  • การประคบเย็น
  • การใช้ยาต้านการอักเสบชนิดกิน
  • การทำกายภาพบำบัดเพื่อลดการอักเสบ

หากโครงสร้างเท้าหรือขาผิดปกติควรเลือกเปลี่ยนรองเท้าเป็นแบบที่เหมาะสมกับโครงสร้างเท้าของตนเอง หรืออาจใช้อุปกรณ์เสริมที่ช่วยลดแรงกระแทกขณะวิ่งร่วมด้วย

เมื่ออาการเจ็บหายแล้ว ควรหันมาบริหารกล้ามเนื้อให้แข็งแรงและยืดหยุ่น โดยเริ่มฝึกด้วยการออกกำลังกายที่ไม่มีการกระแทก เช่น ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน Elliptical machine หรือวิ่งในสระน้ำก่อน หากไม่เกิดอาการเจ็บ แล้วจึงค่อยใส่โปรแกรมการวิ่งเข้าไป โดยค่อยๆ เพิ่มระยะทางและความเร็วทีละน้อย แนะนำให้ลองวิ่งบนพื้นนุ่มๆ เช่น สนามหญ้า พื้นยาง หรือ Treadmill ก่อน หากไม่มีอาการเจ็บ จึงค่อยกลับไปวิ่งบนพื้นที่เราคุ้นเคย

การตัดสินใจว่าจะสามารถกลับไปวิ่งระยะไกลได้เมื่อใดนั้น ต้องดูจากอาการ หากอาการเจ็บยังคงเรื้อรัง พักแล้วไม่ดีขึ้น หรือมีอาการเจ็บมากขึ้นถึงขั้นลงน้ำหนักไม่ได้ อาจเป็นเพราะอาการของกระดูกร้าวแบบสะสม (Stress fracture) ซึ่งควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจรักษาขั้นต่อไป

นอกจากนี้ หากวิ่งแล้วมีอาการชาที่ขาหรือเท้า เมื่อขยับนิ้วเท้าแล้วปวดขาอย่างรุนแรง อาจเป็นอาการของเส้นประสาทขาถูกกดทับเนื่องจากความดันในช่องกล้ามเนื้อสูงผิดปกติ หากมีอาการเหล่านี้ ท่านต้องรีบพบแพทย์ทันที หากปล่อยไว้จนกล้ามเนื้อและเส้นประสาทขาดเลือด ท่านอาจต้องสูญเสียอวัยวะ และไม่สามารถวิ่งได้อีกต่อไป

ใครที่เสี่ยงเป็นไขมันพอกตับ

ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นไขมันพอกตับ 

อะฟล้าท็อกซิน

ชื่อที่เรียกยากอย่างนี้ใครจะไปคิดว่าเป็นสารพิษที่อันตรายมากๆ ที่ภาหะของเชื้อตัวนี้มาจากเชื้อราบ้างชนิด ที่เมื่อมันเจริญเติบโตได้เต็มที่จะกลายเป็นพิษที่หน้ากลัวที่สุดอย่างหาพิษไหนมาเทียมได้โดยเจ้าสาระพิษนี้ใครจะไปคิดว่าเกิดจากเม็ดธัญพืชที่คนทั่วไปใช้กินเมื่อเราอย่างจะลดน้ำหนักจะทำให้เกิดเป็นเซลส์มะเร็งได้ เช่น ข้าวโพด ถั่วลิสง ฯลฯ

โดยสารพิษชนิดนี้ทางทีมแพทย์ได้วิจัยว่าสามารถทำให้เกิดโรคมะเร็งได้ไม่ใช่เฉพาะกับคนเท่านั้นแต่ยังสามารถทำให้เกิดได้กับสัตว์โดยโดยเฉพาะสัตว์ฟันแทะเช่น หนู หรือ เป็ด และยังสามารถเกิดในสัตว์น้ำอย่างปลาได้อีกด้วย สำหรับสัตว์ที่มีการพัฒนาร่างกายหรือ วิวัฒนาการสูงมากอย่างพวกที่คล้ายมนุษย์อย่างลิงนั้น

ทางทีมวิจัยได้มีการทดลองฉีดสาร อะฟล้าท็อกซิน ให้กับลิงจำนวน 100 ตัว เพื่อดูว่าจะเกิดมะเร็งตับกับลิงไหม โดยการทดลองได้ทำนานถึง 2-3 ปี โดยฉีดสาร อะฟล้าท็อกซิน ให้กับลิงทุกวัน จากผลวิจัยทำกันเป็นเวลายาวนั้นนั้นพบว่า มีลิง 3-4 ตัว จากจำนวนที่เลี้ยงไว้ 100 ตัว พบว่าเป็นโรคมะเร็งตับ จำนวนนี้อาจจะดูน้อยเมื่อเทียบกับสัตว์ฟันแทะอย่างหนู หรือ สัตว์น้ำอย่างปลา

แต่ก็เป็นสิ่งที่หน้าตกใจเพราะว่ามะเร็งตับสามารถแผร่ขยายลุกลามไปยังสัตว์ทุกชนิดได้ สำหรับผู้ที่ยังไม่เชื่อผลสรุปว่าสามารถเกิดกับลิงได้โดยตรง ลองดูผลวิจัยกับชาวบ้านที่มีอาชีพปลูกข้าวโพด หรือ ถั่วลิสง ส่งออกเป็นหลักและคนเหล่านั้นได้รับประทานข้าวโพด และ ถั่วลิสงเป็นประจำ

ทางทีมวิจัยได้ลงไปสำรวจโดยเครื่องมือแพทย์ทันสมัยพบว่าจำนวนผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้สูงกว่าคนไม่ที่ไม่ได้กินข้าวโพดหรือถั่วลิสง แต่กินอาหารจำพวกหมูไก่ หรือ อาหารทะเลเป็นหลักเสียอีก