Archive กันยายน 2019

ผักรองจาน ควรกินหรือไม่ อันตรายต่อสุขภาพหรือเปล่า

ศิลปะการตกแต่งอาหารให้ดูน่ากินนั้นมีมานานมากแล้ว เพื่อเป็นการเพิ่มเสน่ห์หรือความสวยงามของตัวจาน ไม่ให้ตัวอาหารดูจืดชืดเกินไป

แต่ด้วยเหตุนี้แหละจึงมีคนตั้งคำถามขึ้นมาว่า ผักรองจาน เหล่านั้นกินได้หรือไม่ ซึ่งคำว่ากินได้ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการเอาเข้าปากแล้วเคี้ยว เพียงแต่หมายถึงมันเหมาะสมที่จะกินหรือไม่นั่นเอง อย่างที่เราเห็นกันโดยคุ้นตาไม่ว่าจะ กระหล่ำปลีซอย แครอทซอย ผักกาดหอม มะเขือเทศ และแตงกวา ที่มักเป็นตัวเลือกแรกๆ ที่ร้านอาหารนิยมนำมาตกแต่งจาน

ซึ่งการถกเถียงในโลกออนไลน์นั้นก็มีการแสดงความคิดเห็นกันไปต่างๆ นานา ทั้งบอกว่าไม่กินและไม่เคยคิดที่จะกิน กับอีกฝ่ายที่บอกว่ากินเป็นปกติเพราะเสียดายของ และฝ่ายที่บอกว่าอยู่ที่สภาพของผักเหล่านั้นว่าสดหรือเฉา ถ้าอยู่ในสภาพช้ำเฉาก็คงกินไม่ลง

แต่มีความลับที่ไม่ลับบางอย่างที่อาจจะทำให้คุณต้องอึ้ง เพราะมีข้อมูลจากคนที่เคยทำงานในร้านอาหารหรืออย่างน้อยก็เคยคลุกคลีกับงานในครัว ออกมาบอกว่า ผักเหล่านั้นเป็นผักที่ใช้ซ้ำ อธิบายให้เข้าใจก็คือ ผักเหล่านั้นที่ใช้เป็นผักรองจานเมื่อลูกค้าทานอาหารเสร็จแต่ผักยังอยู่ในสภาพดี ทางร้านจะนำผักนั้นกลับมาใช้ใหม่กับลูกค้าถัดๆ ไป แค่คิดก็อี๋แล้ว ไม่รู้กว่าจะมาถึงเราผ่านมาแล้วไม่รู้กี่จาน

ไงล่ะ? อึ้งกันเป็นแถบ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่รับประกันหรือคอนเฟิร์มได้อย่างร้อยเปอร์เซ็นว่าร้านอาหารใช้วิธี “ใช้แล้ว ใช้ซ้ำ นำกลับมาใช้ใหม่” กันทุกร้านหรือไม่ ก็ถือว่าเป็นแง่มุมที่หลายคนอาจยังไม่รู้มาก่อน

สำหรับวิธีการรับมือป้องกันการนำผักเหล่านี้มาใช้ใหม่ ก็ไม่ยากอะไรสำหรับใครที่ใจแข็งเสียดายของก็จัดการซัดลงกระเพาะซะ หรือหากใครที่รับไม่ได้แค่นึกภาพก็กินไม่ลงแล้ว ก็ใช้วิธีการทำลายผักเหล่านั้นโดยการฉีกเป็นชิ้น ซึ่งหากผักที่ไม่ได้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ ก็เป็นการหยุดวงจรชีวิตผักรองจานได้อยู่หมัดที่สุดแล้วล่ะ

Shin splint syndrome อาการเจ็บหน้าแข้งหลังวิ่ง

เป็นโรคที่พบได้ในกลุ่มนักวิ่ง ซึ่งสามารถแบ่งสาเหตุการเกิดอาการได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

จากอุบัติเหตุ หรือสิ่งกระทบจากภายนอก เช่น แผลฟกช้ำ กล้ามเนื้อฉีก หรือกระดูกหัก ผู้บาดเจ็บมักจำเหตุการณ์ได้ชัดเจน รู้สาเหตุของการเกิดอาการ ทำให้การรักษาไม่ซับซ้อน เพราะสามารถรักษาตามสาเหตุและอาการเป็นหลัก หากรักษาอย่างถูกต้องก็สามารถหายเป็นปกติได้
สาเหตุจากการใช้งานหรือการฝึกที่หักโหม เร่งรัดจนเกินไป จากโครงสร้างร่างกายผิดปกติ จากการใช้อุปกรณ์การวิ่งที่ไม่เหมาะสมในกลุ่มนี้มักมีอาการบาดเจ็บเรื้อรัง เนื่องจากผู้ป่วยมักไม่ทราบว่าสาเหตุเกิดจากอะไร ส่วนใหญ่มักมีอาการเจ็บหลังจากใช้งานไปซักระยะหนึ่งแล้ว เมื่อพักแล้วอาการจะดีขึ้น แต่พอกลับมาวิ่ง ก็กลับมาเจ็บอีก ทำให้ไม่สามารถวิ่งได้อย่างเต็มที่ ซึ่งมีอาการที่พบได้บ่อยและน่าสนใจ ได้แก่
Shin Splint Syndrome เจ็บหน้าแข้งจากการวิ่ง

Shin splint syndrome คืออาการเจ็บหน้าแข้งจากการวิ่ง อาการเจ็บจะเกิดที่สันหน้าแข้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณหน้าแข้งด้านใน ส่วนใหญ่จะพบบริเวณตอนล่างของกระดูกหน้าแข้ง ซึ่งบริเวณนี้เป็นจุดเกาะของกล้ามเนื้อ Soleus และ Tibialis Posterior ซึ่งควบคุมการบิดข้อเท้าเข้าใน (Inversion) และจิกปลายเท้าลง (Plantar flexion)

สาเหตุเจ็บหน้าแข้งจากการวิ่ง

สาเหตุของอาการเกิดจากการฝึกที่หักโหม เร่งรัด ทำให้เกิดการใช้งานที่มากเกินไปจนร่างกายทนไม่ได้ คือเมื่อเกิดการกระแทกหรือใช้งานกล้ามเนื้อดังกล่าวซ้ำๆ ทำให้เกิดการบาดเจ็บของเยื่อหุ้มกระดูก ซึ่งเป็นจุดเกาะของกล้ามเนื้อบริเวณนั้น มักพบใน

  • คนที่เพิ่งเริ่มวิ่งใหม่ๆ
  • คนที่เร่งการซ้อมมากเกินไป
  • การวิ่งบนพื้นแข็ง หรือใส่รองเท้าที่พื้นรองรับเท้าแข็ง
  • คนที่ชอบวิ่งเขย่งปลายเท้า หรือยกส้นเท้าให้ลอยตลอดเวลา
  • คนที่มีโครงสร้างร่างกายผิดปกติ เช่น เท้าแบน (Flat foot) เท้าคว่ำบิดออกนอก (Excessive or over of pronation)

อาการเจ็บหน้าแข้งจากการวิ่ง

อาการเจ็บปวดตามแนวสันหน้าแข้งด้านใน จะเพิ่มความรุนแรงขึ้นแบบเป็นค่อยเป็นค่อยไป อาจเกิดขึ้นขณะวิ่งหรือหลังจากหยุดพักแล้วก็ได้ เมื่อกดจะมีอาการเจ็บเป็นบริเวณกว้างตามแนวของกระดูกหน้าแข้ง แต่ไม่มีอาการชา เมื่อมีอาการควรหยุดพักรักษา ไม่ควรฝืนวิ่ง หรือฝึกแบบเดิมอีกต่อไป เพราะอาจทำให้เกิดภาวะบาดเจ็บที่รุนแรงกว่า เช่น กระดูกร้าว ตามมาได้

การรักษาเจ็บหน้าแข้งจากการวิ่ง

การรักษาเบื้องต้น คือ

  • การพัก
  • การประคบเย็น
  • การใช้ยาต้านการอักเสบชนิดกิน
  • การทำกายภาพบำบัดเพื่อลดการอักเสบ

หากโครงสร้างเท้าหรือขาผิดปกติควรเลือกเปลี่ยนรองเท้าเป็นแบบที่เหมาะสมกับโครงสร้างเท้าของตนเอง หรืออาจใช้อุปกรณ์เสริมที่ช่วยลดแรงกระแทกขณะวิ่งร่วมด้วย

เมื่ออาการเจ็บหายแล้ว ควรหันมาบริหารกล้ามเนื้อให้แข็งแรงและยืดหยุ่น โดยเริ่มฝึกด้วยการออกกำลังกายที่ไม่มีการกระแทก เช่น ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน Elliptical machine หรือวิ่งในสระน้ำก่อน หากไม่เกิดอาการเจ็บ แล้วจึงค่อยใส่โปรแกรมการวิ่งเข้าไป โดยค่อยๆ เพิ่มระยะทางและความเร็วทีละน้อย แนะนำให้ลองวิ่งบนพื้นนุ่มๆ เช่น สนามหญ้า พื้นยาง หรือ Treadmill ก่อน หากไม่มีอาการเจ็บ จึงค่อยกลับไปวิ่งบนพื้นที่เราคุ้นเคย

การตัดสินใจว่าจะสามารถกลับไปวิ่งระยะไกลได้เมื่อใดนั้น ต้องดูจากอาการ หากอาการเจ็บยังคงเรื้อรัง พักแล้วไม่ดีขึ้น หรือมีอาการเจ็บมากขึ้นถึงขั้นลงน้ำหนักไม่ได้ อาจเป็นเพราะอาการของกระดูกร้าวแบบสะสม (Stress fracture) ซึ่งควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจรักษาขั้นต่อไป

นอกจากนี้ หากวิ่งแล้วมีอาการชาที่ขาหรือเท้า เมื่อขยับนิ้วเท้าแล้วปวดขาอย่างรุนแรง อาจเป็นอาการของเส้นประสาทขาถูกกดทับเนื่องจากความดันในช่องกล้ามเนื้อสูงผิดปกติ หากมีอาการเหล่านี้ ท่านต้องรีบพบแพทย์ทันที หากปล่อยไว้จนกล้ามเนื้อและเส้นประสาทขาดเลือด ท่านอาจต้องสูญเสียอวัยวะ และไม่สามารถวิ่งได้อีกต่อไป

ใครที่เสี่ยงเป็นไขมันพอกตับ

ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นไขมันพอกตับ 

อะฟล้าท็อกซิน

ชื่อที่เรียกยากอย่างนี้ใครจะไปคิดว่าเป็นสารพิษที่อันตรายมากๆ ที่ภาหะของเชื้อตัวนี้มาจากเชื้อราบ้างชนิด ที่เมื่อมันเจริญเติบโตได้เต็มที่จะกลายเป็นพิษที่หน้ากลัวที่สุดอย่างหาพิษไหนมาเทียมได้โดยเจ้าสาระพิษนี้ใครจะไปคิดว่าเกิดจากเม็ดธัญพืชที่คนทั่วไปใช้กินเมื่อเราอย่างจะลดน้ำหนักจะทำให้เกิดเป็นเซลส์มะเร็งได้ เช่น ข้าวโพด ถั่วลิสง ฯลฯ

โดยสารพิษชนิดนี้ทางทีมแพทย์ได้วิจัยว่าสามารถทำให้เกิดโรคมะเร็งได้ไม่ใช่เฉพาะกับคนเท่านั้นแต่ยังสามารถทำให้เกิดได้กับสัตว์โดยโดยเฉพาะสัตว์ฟันแทะเช่น หนู หรือ เป็ด และยังสามารถเกิดในสัตว์น้ำอย่างปลาได้อีกด้วย สำหรับสัตว์ที่มีการพัฒนาร่างกายหรือ วิวัฒนาการสูงมากอย่างพวกที่คล้ายมนุษย์อย่างลิงนั้น

ทางทีมวิจัยได้มีการทดลองฉีดสาร อะฟล้าท็อกซิน ให้กับลิงจำนวน 100 ตัว เพื่อดูว่าจะเกิดมะเร็งตับกับลิงไหม โดยการทดลองได้ทำนานถึง 2-3 ปี โดยฉีดสาร อะฟล้าท็อกซิน ให้กับลิงทุกวัน จากผลวิจัยทำกันเป็นเวลายาวนั้นนั้นพบว่า มีลิง 3-4 ตัว จากจำนวนที่เลี้ยงไว้ 100 ตัว พบว่าเป็นโรคมะเร็งตับ จำนวนนี้อาจจะดูน้อยเมื่อเทียบกับสัตว์ฟันแทะอย่างหนู หรือ สัตว์น้ำอย่างปลา

แต่ก็เป็นสิ่งที่หน้าตกใจเพราะว่ามะเร็งตับสามารถแผร่ขยายลุกลามไปยังสัตว์ทุกชนิดได้ สำหรับผู้ที่ยังไม่เชื่อผลสรุปว่าสามารถเกิดกับลิงได้โดยตรง ลองดูผลวิจัยกับชาวบ้านที่มีอาชีพปลูกข้าวโพด หรือ ถั่วลิสง ส่งออกเป็นหลักและคนเหล่านั้นได้รับประทานข้าวโพด และ ถั่วลิสงเป็นประจำ

ทางทีมวิจัยได้ลงไปสำรวจโดยเครื่องมือแพทย์ทันสมัยพบว่าจำนวนผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้สูงกว่าคนไม่ที่ไม่ได้กินข้าวโพดหรือถั่วลิสง แต่กินอาหารจำพวกหมูไก่ หรือ อาหารทะเลเป็นหลักเสียอีก