โรคมะเร็งปอดโรคร้ายกาจที่ควรระวัง

มะเร็งร้ายที่คร่าชีวิตคนไทยเป็นอันดับต้น ๆ อีกโรคหนึ่งก็คือมะเร็งปอด และนับว่าเป็นโรคที่อันตราย เนื่องจากผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดมักจะไม่แสดงอาการ รู้ตัวอีกทีก็พบว่าเป็นมะเร็งปอดระยะแพร่กระจาย ลุกลามกินเนื้อปอดจนสายเกินแก้ และที่ร้ายไปกว่านั้น โรคมะเร็งปอดยังไม่ได้เกิดกับคนที่สูบบุหรี่อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่มะเร็งปอดยังเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ได้อีกมากมาย และก็มีผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดที่ไม่เคยสูบบุหรี่เลยสักมวนมานักต่อนักแล้วด้วย

ดังนั้นเพื่อเป็นการรู้เท่าทันมะเร็งปอด รวมทั้งเรียนรู้วิธีป้องกันปัจจัยเสี่ยงโรคมะเร็งปอด เราจะพาทุกคนมาทำความรู้จักมะเร็งปอดให้มากขึ้นกันค่ะ

มะเร็งปอด หมายถึงภาวะผิดปกติของปอดแบบไหน

มะเร็งปอด (ภาษาอังกฤษ Lung Cancer) คือ อุบัติการณ์ที่เซลล์ของเนื้อปอดมีการแบ่งตัวมากเกินปกติจนไม่สามารถควบคุมได้ และเซลล์ร้ายนั้นได้ลุกลามรวมกันเป็นเนื้องอกที่สามารถแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น ๆ ทั้งนี้มะเร็งปอดรั้งอันดับสองในโรคมะเร็งที่พบรวมทั้งเพศหญิงและเพศชาย ทั้งยังเป็นโรคมะเร็งที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง และพบโรคมะเร็งปอดในเพศชายมากกว่าเพศหญิง

อย่างไรก็ตาม มะเร็งปอดแบ่งออกได้ 2 ชนิดตามลักษณะของเซลล์ที่ตรวจพบในระดับกล้องจุลทรรศน์ ซึ่งจะพบได้จากการส่องกล้องหรือการผ่าตัดชิ้นเนื้อไปตรวจสอบ โดยสามารถแยกมะเร็งปอดได้ ดังนี้

1. มะเร็งปอดชนิด Non-small cell เป็นชนิดของมะเร็งปอดที่พบมากที่สุดถึง 80% ของทั้งหมด โดยสามารถแบ่งออกเป็นชนิดย่อย ๆ ได้ ดังนี้

– มะเร็งชนิดที่เกิดกับเนื้อปอดบริเวณด้านนอก (Adenocarcinoma) พบบ่อยในผู้หญิงหรือในรายที่ไม่เคยสูบบุหรี่เลย

– มะเร็งที่เกิดจากเซลล์ชนิดเยื่อบุอยู่ตามทางเดินหายใจ (Squamous cell carcinoma) พบมากในผู้ป่วยที่มีความเกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่

– มะเร็งที่ไม่ทราบต้นกำเนิดแน่ชัด (Large cell carcinoma)

2. มะเร็งปอดชนิด Small cell พบได้ประมาณ 10% ของมะเร็งปอดทั้งหมด มักมีสาเหตุมาจากการสูบบุหรี่ และแม้จะเป็นเซลล์ขนาดเล็กแต่สามารถเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็ว จนก่อเป็นมะเร็งก้อนใหญ่ และอาจแพร่กระจายไปยังอวัยวะส่วนอื่นได้ทั่วร่างกาย

มะเร็งปอด เกิดจากอะไร

ปัจจัยเสี่ยงโรคมะเร็งปอดหลายคนอาจเข้าใจว่ามะเร็งปอดเกิดจากการสูบบุหรี่จัด ๆ เพียงเท่านั้น ทว่าสาเหตุของมะเร็งปอดเกิดได้จากหลายปัจจัย จำแนกได้ตามนี้

1. พฤติกรรมสูบบุหรี่

การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงโรคมะเร็งปอดอันดับต้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการสูบบุหรี่ด้วยตัวเองหรือการสูดดมควันบุหรี่เข้าไปเฉย ๆ ก็ตาม ทั้งนี้มีรายงานพบว่า ประมาณ 85% หรือมากกว่าของผู้ป่วยมะเร็งปอดมีประวัติการสูบบุหรี่

สารในบุหรี่นั้นมีผลกระทบโดยตรงต่อปอด มีประมาณ 60 ชนิดที่เป็นสารพิษและก่อมะเร็ง แม้ว่าหยุดสูบไปแล้วแต่ความเสี่ยงก็ยังคงมีอยู่ พบว่าผู้สูบบุหรี่มีความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งปอดสูงขึ้น 10 เท่า ยิ่งสูบมาก สูบนาน ความเสี่ยงยิ่งเพิ่มสูงขึ้น

ทั้งนี้รวมถึงผู้ได้รับควันบุหรี่ด้วย (30% ของผู้ที่ไม่สูบบุหรี่แต่ตายจากมะเร็งปอด จะเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดผู้สูบบุหรี่) หากสูบบุหรี่มากกว่า 20 pack years (คำนวณจากจำนวนบุหรี่ที่สูบเป็นซองต่อวัน คูณ จำนวนปีที่สูบ แล้วหาร 20) จะเพิ่มโอกาสเสี่ยงมะเร็งปอดได้มาก แต่หากลดการสูบบุหรี่ลง 50% หรือหยุดสูบบุหรี่ จะสามารถลดความเสี่ยงโรคมะเร็งปอดได้ 27-28% เลยทีเดียว

2. ซิการ์และไปป์

การสูบซิการ์หรือไปป์ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอดได้เช่นกัน

3. แร่ใยหิน (Asbestos)

พบได้ตามโรงงานอุตสาหกรรมฉนวนกันความร้อน ใช้เป็นวัตถุไวไฟ แผ่นกันความร้อนตามอาคาร และอุตสาหกรรมสิ่งทอ หรืออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับสารเคมี เป็นต้น การสูดดมแร่ใยหินเข้าไปจะก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อปอด ทั้งนี้มะเร็งปอดสามารถเกิดขึ้นได้แม้ว่าจะหยุดสัมผัสกับแร่ใยหินเป็นเวลากว่า 10 ปี แล้วก็ตาม

นอกจากนี้ความเสี่ยงโรคมะเร็งปอดจะเพิ่มขึ้นในผู้ที่สูบบุหรี่ร่วมกับสูดรับแร่ใยหินเข้าปอด โดยมีรายงานพบว่า ความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งปอดในคนกลุ่มนี้จะมีมากกว่าผู้ที่ไม่ได้สูบบุหรี่และไม่ได้รับแร่ใยหินประมาณ 8.7 เท่า

4. ก๊าซเรดอน (Radon gas)

เป็นก๊าซที่เกิดจากการสลายของสารยูเรเนียม (Uranium-238) และสารเรเดียม (Radium-226) โดยก๊าซนี้จะไม่มีสี ไม่มีกลิ่น และสามารถพบได้ทั่วไปตามแหล่งดินในธรรมชาติ หรือบริเวณที่มีแร่ยูเรเนียม โดยก๊าซเรดอนจะระเหยขึ้นมาจากพื้นดิน และหากสูดดมเข้าไป ก๊าซนี้จะทำลายเยื่อบุทางเดินหายใจ ดังนั้นผู้ที่สูดก๊าซชนิดนี้เป็นเวลานาน เช่น ผู้ที่ประกอบอาชีพในเหมืองแร่ยูเรเนียม เป็นต้น ทั้งนี้หากสูบบุหรี่ร่วมด้วยก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงเป็นมะเร็งปอดมากขึ้น

5. ควันจากการประกอบอาหารหรือความร้อน

ควันที่เกิดจากการเผาถ่านหรือไม้เพื่อประกอบอาหารหรือเพื่อให้เกิดความอบอุ่น หากสูดดมเป็นเวลานานก็สามารถทําให้เกิดโรคมะเร็งปอดได้เช่นเดียวกัน

6. ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5)

มีรายงานว่าหากได้รับฝุ่นละออง PM 2.5 มากกว่า 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จะเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งปอดได้ถึง 1.3 เท่า

– ฝุ่นละอองในอากาศ เล็กจนหลายคนมองข้าม แต่โทษต่อสุขภาพมหาศาลเลยนะ

7. สารอื่น ๆ

เช่น โครเมียม นิกเกิล ฝุ่นจากอุตสาหกรรมหนัก ไอสารระเหยน้ำมัน เขม่าควันต่าง ๆ รวมถึงมลภาวะทางอากาศที่ไม่บริสุทธิ์ สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอดได้หากได้รับเป็นระยะเวลานาน

8. โรคปอดเรื้อรังบางชนิด

ผู้ที่เป็นวัณโรคปอดจะมีโอกาสเกิดโรคมะเร็งปอดมากขึ้น โดยมะเร็งปอดจะเกิดขึ้นที่ตำแหน่งรอยแผลเป็นจากการเกิดเชื้อวัณโรคปอด รวมไปถึงผู้ที่ป่วยด้วยโรคถุงลมโป่งพองก็เสี่ยงเป็นมะเร็งปอดเพิ่มขึ้นเช่นกัน

9. การฉายแสง

มีรายงานว่าการฉายแสงเพื่อรักษามะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งเต้านม ก็เพิ่มอัตราเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งปอดได้

10. กรรมพันธุ์

หากมีประวัติการเป็นมะเร็งปอดของญาติพี่น้องสายตรง โดยเฉพาะหากตรวจพบมะเร็งปอดเมื่ออายุยังน้อย ปัจจัยนี้ก็เป็นสาเหตุให้เกิดโรคมะเร็งปอดเพิ่มขึ้นได้

วิธีสลายไขมัน กระชับสะโพก ให้คุณได้มากกว่าที่เคย

ความอ้วนกลายเป็นหนึ่งในปัญหาที่สร้างความกังวลใจให้กับสาวๆ อยู่ไม่น้อย แม้ว่าจะหันมาออกกำลังกายและควบคุมอาหารเป็นอย่างดี ก็ยังไม่วายที่ยังมีไขมันส่วนเกินสะสมอยู่ในตำแหน่งต่างๆ ทำให้รูปร่างยังไม่สมส่วนเท่าที่ควร

โดยเฉพาะบริเวณสะโพกที่เป็นตัวกักเก็บไขมันชั้นเยี่ยม ดังนั้น หากสาวๆ ท่านใดกำลังเผชิญกับปัญหานี้อยู่ล่ะก็ เราลองมาดู เทคนิคสลายไขมัน เฉพาะส่วนต่อไปนี้ ที่จะช่วยให้กล้ามเนื้อสะโพกกระชับได้รูปมากขึ้นมาได้ค่ะ

1.ใช้โยคะเข้าช่วย

สาวๆ หลายท่านอาจจะมองข้ามการออกกำลังกายด้วยรูปแบบนี้ เพราะมันดูเหมือนว่าจะไม่สามารถช่วยให้ร่างกายเกิดการเผาผลาญได้ แต่ทราบหรือไม่คะว่าโยคะเป็นการออกกำลังกายที่ช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยกระชับเรียวขา โดยเฉพาะกล้ามเนื้อต่างๆ ที่ถูกเกร็งจะเพิ่มขนาดขึ้น ไปเบียดบังไขมันให้ถูกกำจัดออกไป

ดังนั้นหากสาวๆ ต้องการลดไขมันบริเวณสะโพกจะต้องลองมาเล่นโยคะเป็นอีกทางเลือกกันดูค่ะ

2.อย่านั่งนาน
เทคนิคสลายไขมัน กระชับสะโพก อย่านั่งนาน

หนึ่งในปัญหาสะโพกใหญ่และหย่อนคล้อยคือการที่มันถูกนั่งทับอยู่เป็นเวลานาน ส่งผลให้ไขมันเข้ามาสะสมและขยายตัวเพิ่มมากขึ้นเพื่อให้รองรับกับการใช้งานที่ต้องนั่งอยู่ตลอดเวลา

ดังนั้น ทางที่ดีสาวๆ ควรจะลุกเดินไปเดินมาบ่อยๆ พยายามนั่งให้น้อยที่สุด ซึ่งการเดินยังช่วยกระตุ้นให้กล้ามเนื้อบริเวณสะโพกกระชับมากขึ้น เป็นการลดสัดส่วนไม่ให้ไขมันเข้ามาเกาะเพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย

3.กินอาหารแบบโลวคาร์บ

การกินอาหารแบบโลวคาร์บ (Low Carb) คือการลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตลง หันมากินอาหารประเภทโปรตีนเป็นหลัก

ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จะช่วยให้ไขมันตรงสะโพกสลายตัวได้มากขึ้น และไม่ทำให้ไขมันส่วนเกินเข้าไปสะสม เมื่อสาวๆ ออกกำลังกาย สารอาหารโปรตีนที่ได้รับเข้าไปก็จะไปเพิ่มขนาดกล้ามเนื้อ ให้สะโพกมีความกระชับได้รูปมากขึ้น

4.เล่นก้นด้วยท่า Squat
ท่า squatSquat เป็นหนึ่งในท่ากายบริหารที่จัดอยู่ในประเภทคาร์ดิโอ ซึ่งท่านี้จะเป็นการใช้กล้ามเนื้อส่วนก้น สะโพก และต้นขาโดยตรง

การเล่นเป็นประจำจะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อบริเวณเหล่านี้ให้แข็งแรง กล้ามเนื้อมีขนาดขยาย และลดไขมันส่วนเกิน

ซึ่งหากสาวๆ เล่นเป็นประจำทุกวัน จะพบว่าก้นและสะโพกได้รูปงอนงาม ช่วยให้การสวมกางเกงดูเป็นทรงน่าดึงดูดยิ่งขึ้นได้

5.เข้าฟิสเนตซะ

หากสาวๆ ท่านใดที่ยังไม่พึงพอใจกับขนาดของสะโพกตัวเองเสียที ก็คงจะขอแนะนำให้เข้าไปออกกำลังกายแบบมาตรฐานในฟิสเนต ซึ่งจะมีการออกกำลังกายประเภทเวทเทรนนิ่งเอาไว้รองรับอย่างมากมาย โดยเฉพาะการเล่นบาร์เบลที่ต้องใช้อุปกรณ์หลายอย่าง มักถูกใช้ในนักเพาะกล้าม

หากเล่นตามคำแนะนำอย่างต่อเนื่องของผู้ฝึกสอน อย่างไรเสียสาวๆ ก็จะมีสะโพกที่เล็กลง พร้อมกับไขมันที่หายไป

เมื่อทราบดังนี้แล้ว ก็อย่าลืมเอาไปลองปฏิบัติใช้ เพื่อช่วยสร้างความมั่นใจให้กับการแต่งตัวของสาวๆ ดูโดดเด่นมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยเปลี่ยนบุคลิกจากหุ่นที่เทอะทะให้ดูทะมัดทะแมงและคล่องตัวมากขึ้นกว่าเดิม

ที่สำคัญต้องอย่าใจร้อนและค่อยเป็นค่อยไป ก็ตะช่วยให้สาวๆ สามารถประสบความสำเร็จกับการออกกำลังกายได้อย่างแน่นอน

ดูแลสุขภาพอย่างถูกวิธี คนรุ่นใหม่ใส่ใจสุขภาพ

แนวทางการดำเนินชีวิตเบื้องต้นที่จะทำให้ร่างกายสดชื่นแข็งแรง จิตใจแจ่มใสเบิกบานนั้น มีหลากหลายรูปแบบแต่ที่ยอมรับกันมากที่สุดว่าเป็นเทรนด์ในอนาคตของการดูแลสุขภาพก็คือ

1. อาหารสุขภาพ
การรับประทานอาหารที่ครบถ้วนทุกหมวดหมู่ ด้วยการรับประทานอาหารที่ให้พลังงานมากจำพวกแป้ง น้ำตาลและไขมันในตอนเช้า และรับประทานอาหารที่มีส่วนซ่อมแซมและต่อต้านอนุมูลอิสระ อันได้แก่ โปรตีนและพืชผักผลไม้สด ในตอนเย็น โดยมีสโลแกนง่าย ๆ ว่า มือเข้ารับประทานอย่างราชา มื้อกลางวันแบบคนธรรมดา และมื้อเย็นแบบยาจก รวมไม่รับประทานอาหารที่เค็มจัดและหวานจัด และไม่บริโภคแอลกอฮอล์

2. ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ
การออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ นอกจากจะช่วยเผาผลาญไขมันส่วนเกินและช่วยในการไหลเวียนของโลหิต มีการศึกษาวิจัยพบว่าการออกกำลังกายสม่ำเสมออย่างน้อยวันละ 30 นาที โดยเฉพาะการเดินนั้นจะช่วยกระตุ้นการผลิตฮอร์โมนต่อต้านความแก่ชราด้วย

3. นอนหลับสนิทก่อนเที่ยงคืนในความมืด
การนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอตามวงจรชีวิต ที่เรียกว่า นาฬิกาเวลาหรือ Biological clock นั้น จะมีผลทำให้มีการผลิตฮอร์โมนต่าง ๆ ที่ป้องกันและต่อต้านการแก่ชรามีการผลิตออกมาอย่างสมบูรณ์เต็มที่ จึงควรจะเข้านอนให้สามารถหลับสนิทในความมืดโดยประมาณก่อนเที่ยงคืน และควรจะใช้วิธีการตามธรรมชาติต่างๆ เพื่อทำให้นอนหลับโดยไม่ต้องใช้ยาระงับประสาทที่จะมีผลต่อการผลิตฮอร์โมนบางชนิดเมื่อใช้เป็นระยะเวลานานการเข้านอนให้หลับสนิทก่อนเที่ยงคืนจึงเป็นรากฐานของการมีสุขภาพที่สมบูรณ์แบบวิธีหนึ่ง

4. อารมณ์แจ่มใส มองโลกในทางบวก
การมีอารมณ์ที่แจ่มใส การฝึกคิดในทางบวก และการมองโลกในแง่ดี จะทำให้เกิดการหลั่งสารแห่งความสุข ที่เรียกว่า “เอ็นโดฟิน” ออกมาที่จะทำให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้เต็มที่ และกระตุ้นให้มีการผลิตฮอร์โมนต้านความชรา รวมทั้งทำให้การย่อยอาหารสมบูรณ์ เมื่อร่างกายได้รับสารอาหารดีและครบถ้วนย่อมเป็นรากฐานของการมีสุขภาพดี

5. ดำรงชีวิตอยู่ด้วยความรัก
การมีชีวิตอยู่ด้วยการมีความรักต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสิ่งรอบตัว เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่สิ่งที่ดี ๆ ต่อกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และให้อภัยกันและกัน เมื่อเกิดความผิดพลาดนั้นจะทำให้จิตใจเกิดความปิติสุขในการดำรงชีวิตอันเป็นรากฐานทางจิตใจที่จะทำให้มีสุขภาพดี

ชะลอวัยอย่างมีหลักการ
การเสริมสารอาหารที่จำเป็นและได้รับไม่เพียงพอจากอาหารในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะวิตามินที่จำเป็น อันได้แก่วิตามิน บี ซี ดี และอี รวมทั้งแร่ธาตุต่าง ๆ อันได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม และสังกะสี ฯลฯ ล้วนแต่มีส่วนช่วยในผู้ที่มีความจำเป็นและได้รับสารอาหารไม่พอในชีวิตประจำวัน ควรจะปรึกษาแพทย์ก่อนจึงจะได้ผลดีและปลอดภัย
นอกจากนี้การตรวจดูระดับของฮอร์โมนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการมีสุขภาพดีเมื่ออายุมากกว่า 35 ปีนั้นก็เป็นเรื่องที่สมควรจะทำในยุคนี้ที่คนเราทำงานหนัก พักผ่อนน้อย เครียดง่าย ทำให้ระบบต้านความแก่ชราทำงานได้ไม่พอเพียงกับการใช้งาน เมื่อทราบแล้วว่ามีปัญหาความไม่สมดุลย์ของฮอร์โมน ก็จะได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดำรงชีวิตที่ทำให้มีการผลิตฮอร์โมนออกมาอย่างพอเพียง และในกรณีที่ร่างกายไม่สามารถที่จะสร้างออกมาได้อย่างเพียงพอไม่ว่าจะเกิดขึ้นเนื่องจากการแก่ชราตามวัยหรือการดำเนินชีวิตที่เคร่งเครียดและไม่มีเวลาดูแลตนเอง การปรึกษาแพทย์ที่มีความรู้ทางด้านฮอร์โมนก็เป็นทางเลือกที่เหมาะสมเพื่อการปรับสมดุลย์ของฮอร์โมนในร่างกาย โดยการเสริมฮอร์โมนที่จำเป็นและเป็นธรรมชาติที่มีความปลอดภัยสูงกว่า

การตรวจหาสารพิษจากอาหารโลหะหนักที่เป็นพิษต่อร่างกายก็เป็นเทรนด์ใหม่ในการชะลอวัยเพราะในยุคนี้ เราอยู่อาศัยในสิ่งแวดล้อมที่มีมลภาพวะที่เต็มไปด้วยสารพิษต่อร่างกาย แม้ว่าร่างกายเราสามารถที่จะกำจัดสารพิษออกไปได้ในระดับหนึ่ง แต่การที่สภาพแวดล้อมมีสารพิษมากขึ้นทั้งจากอาหาร และอากาศที่หายใจเข้าไปทำให้อวัยวะที่ทำการกำจัดพิษของร่างกายไม่สามารถที่จะกำจัดออกไปได้หมดจึงอาจจะต้องพึ่งการกำจัดสารพิษ โดยอาศัยวิธีการที่ได้รับการรับรองทางการแพทย์อย่างถูกต้องและเหมาะสมเฉพาะบุคคล

เริ่มจากการดูแลสุขภาพของหัวใจ
หัวใจของคนเรานั้นประกอบด้วยกล้ามเนื้อชนิดพิเศษที่จะทำงานตลอดเวลาตั้งแต่เกิดโดยไม่มีเวลาที่จะหยุดพัก
หัวใจทำหน้าที่สูบฉีดโลหิตที่ผ่านการฟอกที่ปอดเพื่อที่จะนำส่งสารอาหารและออกซิเจนไปยังทุกอวัยวะของร่างกายและสูบกลับเลือดเสียจากอวัยวะต่าง ๆ กลับมาฟอกที่ปอดเพื่อที่จะส่งโลหิตที่ดีออกไปอีกครั้ง ระบบการทำงานของหัวใจและหลอดเลือดต่าง ๆ ที่ไปเลี้ยงร่างกายนั้นจะทำงานร่วมกันอยู่ตลอดเวลา และโลหิตที่ดีที่ไหลเวียนออกจากหัวใจก็จะถูกสูบฉีดเข้าหลอดเลือด

ที่ต้องระวังก็คือ การที่หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจเกิดการอุดตันจากไขมันซึ่งถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระจนไปทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไปหล่อเลี้ยง ซึ่งถ้ามีการอุดตันมากก้อาจเกิดหัวใจวายได้

สัญญาณเตือนแรก ๆ ที่จะต้องระวังก็คือ ภาวะความดันโลหิตสูงที่จะเกิดล่วงหน้าก่อนที่หลอดเลือดจะตีบตันการดูแลสุขภาพของหัวใจจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง การรับประทานสารอาหารบางชนิดที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการไหลเวียนของโลหิต เช่น ปลาทะเลที่มีไขมันชนิดดีที่ชื่อ ดีเอชเอและอีพีเอนั้น นอกจากจะทำให้การไหลเวียนของโลหิตดีแล้วยังช่วยลดอาการอักเสบที่จะทำให้เกิดคราบไขมันอีกด้วย การศึกษาวิจัยทางการแพทย์มีข้อยืนยันว่าการได้รับโคเอ็นไซม์คิวเท็นในปริมาณ 100-200 มิลลิกรัมต่อวัน นั้นมีส่วนช่วยในการเพิ่มพลังงานให้เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจจึงเหมาะสมสำหรับผู้ที่ทำงานหนักและเคร่งเรียด รวมทั้งผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจต้องเรียนรู้ที่จะผ่อนคลายและป้องกันความเครียดไม่ว่าจะเป็นจากการพักผ่อนที่พอเพียงหรือมีการสันทนาการที่เหมาะสมกับวัย รวมทั้งการเรียนรู้ที่จะฝึกคิดในทางบวกเป็นประจำ

ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์
เป็นที่ทราบกันดีว่าน้ำหนักที่เกินและโรคอ้วนนั้นเป็นศัตรูร้ายต่อการมีชีวิตที่ยืนยาวและมีสุขภาพดี โดยเฉพาะโรคอ้วนลงพุงหรือ ที่เรียกว่า Metabolic Syndrome นั้นจะยิ่งมีอันตรายมากกว่า นอกจากนี้น้ำหนักตัวที่เกินยังมีผลต่อสมรรถภาพทางเพศและทำให้มีโอกาสเกิดภาวะซึมเศร้าได้สูงรวมทั้งมีปัญหาเกี่ยวกับข้อเข่าหรือข้อสะโพกตามมาได้

การควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในมาตรฐานจึงมีความสำคัญและเป็นรากฐานของการดูแลสุขภาพ ซึ่งมีหลักการง่าย ๆดังนี้

1. รับประทานมื้อเช้าให้เต็มที่ซึ่งจะทำให้อิ่มได้นานและไม่หิวในมื้อเย็น อาหารมื้อเย็นนั้นจะต้องมีแป้งและน้ำตาลน้อย ๆหรือไม่มี แต่เน้นหนักที่พืชผักผลไม้สดและโปรตีนเพื่อช่วยซ่อมแซมร่างกายที่สึกหรอจากการใช้ชีวิตประจำวัน

2. ออกกำลังกาย แบบที่เรียกว่า คาร์ดีโอ ให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นกว่าปกติอย่างน้อยร้อยละ 20 ถ้าทำเป็นประจำจะช่วยทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงและช่วยเผาผลาญไขมันในร่างกายโดยเฉพาะไขมันชนิดไม่ดี

3. ควบคุมปริมาณของพลังงานจากอาหาร ที่เรียกว่า Caloric restriction จะทำให้ได้พลังงานน้อยเป็นแนวทางที่ดีที่สุดที่จะควบคุมน้ำหนัก ซึ่งอาจจะทำได้ง่าย ๆ ด้วยการรับประทานอาหารในช่วงเวลา 12 ชั่วโมง และหยุดรับประทาน 12 ชั่วโมง และถ้าสามารถกระทำร่วมกับการเดินสัก 10 นาที หลังจากรับประทานอาหารทุกมือแล้วก็จะช่วยทำให้มีระดับของน้ำตาลในกระแสเลือดไม่สูงเกินไป ร่างกายจึงใช้ฮอร์โมนอินซูลินน้อยลงในการควบคุมระดับน้ำตาล ผลที่ตามมาก้คือจะช่วยกระตุ้นการผลิตฮอโมนจากสมอง ที่เรียกว่า Growth Hormone ได้ดีขึ้น มีผลช่วยทำให้จิตใจดี อารมณ์ดี นอกจากนี้ยังช่วยในการสร้างกล้ามเนื้อและเผาผลาญไขมันตามธรรมชาติอีกด้วย

ดูแลสมองให้ดี
สมองเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดเพราะมีหน้าที่ควบคุมการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ และเกี่ยวข้องกับความรู้สึกนึกคิดและการดำรงชีวิตของคนเรา สมองต้องการพลังงานอย่างมากในแต่ละวันจึงปลดปล่อยอนุมูลอิสระออกมามาก เช่น กันการดูแลสมองนั้นจึงต้องอาศัยความเข้าใจในหลักการที่ถูกต้องอันได้แก่

1. การฝึกสมองให้คิดในทางบวกรวมทั้งการทำ Brain exercise ต่างๆ เช่น การนั่งสมาธิและการฟังธรรมรวมทั้งการฝึกใช้สมองเพื่อที่จะจดจำเรื่องที่ดี ที่ง่ายที่สุดก็คือการร้องเพลงที่ไพเราะที่จะต้องจดจำเนื้อร้องที่ดีงามซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มความจำที่ดีแล้วยังทำให้มีความสุขอีกด้วย บางรายอาจจะใช้การเรียนและฝึกเขียนภาษาจีนหรือการวาดภาพได้ผลเช่นกัน

2. การได้รับสารอาหารที่จำเป็นสำหรับสมอง อันได้แก่ น้ำมันชนิดดี เช่น น้ำมันจากปลา และถั่วเหลือง รวมทั้งวิตามินบีหลายชนิดก็มีส่วนในการบำรุงเซลล์สมองและระบบประสาท กรดอะมิโนหรือโปรตีนสกัดก็มีส่วนในการซ่อมแซมและเสริมสร้างเซลล์สมองและระบบประสาทรวมทั้งเป็นวัตถุดิบในการผลิตฮอร์โมนกันแก่ชรา ที่เรียกว่า Growth Hormone อีกด้วย นอกจากนี้สารต่อต้านอนุมูลอิสระทั้งหลายก็มีส่วนช่วยในการป้องกันเซลล์สมองเสื่อมจากการโดนอนุมูลิสระทำลาย

3. การออกกำลังกาย เป็นส่วนหนึ่งของการชะลอความเสื่อมของสมอง โดยทั่วไปแล้วการออกกำลังกายจะทำให้การไหลเวียนของโลหิตในร่างกายดีขึ้นโดยรวมอยู่แล้ว แต่การออกกำลังกายที่ช่วยเพิ่มโลหิตไปเลี้ยงสมองที่ดี ได้แก่ การรำมวยจีนหรือไทเก๊กนั้นจะเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตไปเลี้ยงสมองได้ดีขึ้น
การจะมีสุขภาพที่ดีและสมบูรณ์แบบนั้นต้องมีการลงทุน และการลงทุนในสุขภาพของตนเองนั้นเป็นการลงทุนที่มีแต่กำไรอย่างเดียว ไม่มีการขาดทุน ไม่ต้องมีการประกันความเสี่ยงใด ๆ จะได้กำไรมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับทุนที่ลงไป การเรียนรู้ที่จะลงทุนเพื่อการมีสุขภาพดีนั้นต้องเริ่มที่การเรียนรู้เรื่องราวของการมีสุขภาพที่ดีด้วยวิถีทางของธรรมชาติ และเป็นสุขภาพที่ดีจากภายในโดยการมีการดำเนินชีวิตที่ประสานสอดคล้องกับธรรมชาติของมนุษย์และนี่เป็นก้าวย่างที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ชาติ